2008/Oct/20

หลังจากไม่ได้เข้ามาเที่ยวซะนาน วันนี้ได้โอกาสแวะเข้ามาดูซะหน่อย อิอิ

2008/Apr/01


อีกหนึ่ง ความรักที่ยิ่งใหญ่


โปรดอ่านให้จบ ดีมาก ๆ ๆ ๆ
หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี
ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผมต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง มันเป็นไอเดียของเธอล้วนๆ จริง ๆ  นะ
' ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ ' ภรรยาผมว่า

' แต่ผมรักคุณนี่ ' ผมเถียง

 ' ฉันรู้ค่ะ  แต่คุณก็รักเธอคนนี้ด้วยเหมือนกัน '
ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยาอยากให้ผมไปหา คือ แม่ของผมเอง ซึ่งเป็นหม้ายมา 19 ปีแล้ว
เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแลลูก   ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น
วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวนท่านออกไปทานข้าวเย็น และดูหนัง  

แม่ถามว่า 'มีอะไรหรือ ? ลูกสบายดีรึเปล่า ? '
แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิดว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก  หรือเชิญอย่างกระทันหัน หมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น

ผมตอบแม่ว่า 'ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพังสองคน  แม่ลูกบ้าง '
แม่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า ' แม่ยินดีมากเลยจ้ะ
'
เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย  เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตได้ว่าแม่เองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน  แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว  แม่ม้วนผมแล้ว  สวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้ายพลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูตสวรรค์
' แม่บอกเพื่อนๆ ว่าแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกันใหญ่ '  แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้นรถ
' พวกเขารอฟังแทบไม่ไหวเลย ' เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยมและบรรยากาศก็อบอุ่นสบาย ๆ  มาก   แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งหลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว
ผมต้องเป็นฝ่ายอ่านเมนูอาหาร เพราะสายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ ๆเท่านั้น
เมื่อผมอ่านเมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่งผมเงยขึ้นมองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง

' ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคนอ่านเมนูให้ลูกฟัง ' แม่ว่า

' งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟังสบายๆบ้าง ' ผมตอบ
ในระหว่างมื้ออาหารนั้นเราคุยกันอย่างถูกคอ - ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร
-
เพียงแต่สลับกันถามว่า ชีวิตของเราเป็นยังไงทำอะไรที่ไหนมาบ้าง
เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ทันเมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน

แม่พูดว่า 'แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะแต่คราวนี้ลูกต้องยอมให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ  '
ผมตอบตกลง ' ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง ?' ภรรยาถามเมื่อผมกลับถึงบ้าน

'ดีเยี่ยมกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย ' ผมตอบ
ไม่กี่วันต่อมา  แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลันมันเกิดขึ้นกระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทัน
เลยหลายวันต่อมา  ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผมกับแม่เคยไปมีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วยว่า
' แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อยแล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้  แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคนคือลูกกับภรรยา  ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อแม่มากแค่ไหน , รักลูกจ้ะ
'
วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการกล่าวคำว่า ' รัก
'
ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมันไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าครอบครัวของคุณ จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ  เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่งได้

บางคนบอกว่าหลังจากที่คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพเดิม  คนนั้นไม่รู้ว่า หลังจากที่คุณได้เป็นแม่คนแล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อไป
บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็นแม่ได้เองตามสัญชาติญาณ  คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มาร์เกต บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่าเบื่อ  คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบขับขี่มาหมาด

บางคนบอกว่า  ถ้าคุณเป็นคนดี ลูกออกมาก็จะดีเอง  คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับคู่มือการใช้และใบรับประกัน

บางคนบอกว่า  แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับลูก  คนนั้นไม่เคยเปิดประตูหลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูกหวดลูก
กอล์ฟเข้าใส่หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้าน พอดิบพอดี

บางคนบอกว่า  การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ได้  คนนั้นไม่เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้านเลข

บางคนบอกว่า  ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอนคลอด  คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้นรถเมล ์ ไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก

บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป  คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงานคือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของแม่

บางคนบอกว่า  แม่รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณรักท่านเพราะงั้นไม่ต้องบอกท่านก็ได้  คนนั้นไม่เคยเป็นแม่คน

2008/Jan/30



สมัยตอนเป็นเด็ก จำได้ว่าในวิชาพละศึกษา
คุณครูสั่งให้เรา วิ่งรอบสนามกันคนละ 20 รอบ
เพื่อจับเวลา ของแต่ละคน
แถมยังมีรางวัล มาล่อใจอีกด้วย
ใครเข้าเส้นชัยได้คนแรก จะมีคะแนนพิเศษเพิ่มให้  

  

พอเริ่มออกสตาร์ท ฉันก็สังเกตเห็นเพื่อนหลายคน
พยายามจะเบียดตัวเอง ขึ้นมาอยู่แถวหน้าสุด
เพื่อที่จะได้เปรียบคนอื่น ในช่วงออกตัว
แล้วพอครูบอกว่า วิ่งได้เท่านั้นแหละ
เพื่อนหลายคนของฉัน ก็วิ่งปรู๊ดออกไปแบบไม่คิดชีวิต  
ส่วนฉัน - โน่น วิ่งอยู่หลังสุด  
  
  

ไม่ได้ช้าเพราะเหนื่อย หรือเพราะวิ่งไม่เก่ง
แต่ฉันกำลังรู้สึกสนุกสนาน กับการวิ่งจับเวลาซะเหลือเกิน
เพราะฉันวิ่งไป- คุยไป กับเพื่อนซี้รู้ใจแบบไม่สนเวลา
ฉันสนใจความสนุกสนาน ระหว่างการวิ่งมากกว่า
 

      
 
บางทีเห็นคนข้างหน้าที่วิ่งนำมาหลายรอบ กำลังชะลอความเร็ว
เพราะเหนื่อยหอบ ก็อดที่จะขอวิ่งแซงหน้าบ้างไม่ได้
หรือบางทีหันไปเห็นเพื่อน ที่วิ่งรั้งท้ายตลอด
ก็จะพยายามวิ่งให้ช้าลง
รอให้เขาวิ่งทัน จะได้คุยไปด้วยกันหลาย ๆ คน … สนุกดี  

  
 
  
หรือบางทีรู้สึก ไม่อยากแซงคนข้างหน้าขึ้นมาเฉยๆ
เพราะว่าวิ่งตามหลังเขา จะได้แอบนินทาเขาได้ สนุกไปอีกแบบ
จะทำลายสถิติไหม ไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าวิ่งช้าๆ มันไม่เหนื่อยเร็ว
และขอแค่วิ่งให้ถึงเส้นชัยก็พอ
คงคล้าย ๆ กับความรักกระมัง
 

   
 
ทุกคนมีเส้นชัยของตัวเอง
มีสถิติที่ตัวเองพอใจ
แต่ ... คนที่เข้าเส้นชัยก่อน
ใช่ว่าจะคว้าความรักที่ดี ได้ก่อนเสมอไป
และสถิติที่ดี ก็ไม่ได้การันตีว่า ... ความรักจะสมบูรณ์แบบ 

  
 
 
ในขณะที่สังคมทุกวันนี้
ปลูกฝังให้เราวิ่งแซงคนอื่น ๆ เสมอ
อย่าพยายามให้ใครแซงหน้า
เพราะนั่นย่อมหมายถึง
การพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิตไป  
แต่ ... สังคมของความรัก
สอนให้คนรู้จักผ่อนจังหวะก้าวให้ช้าลง
แต่หนักแน่นขึ้น 

   

 
โลกภายนอก บอกให้เรารู้ว่า
อย่าวิ่งตามใคร ถ้าไม่แน่ใจว่าจะตามเขาได้ทัน

เพราะมันเสียแรงเปล่า และโง่เหลือเกิน  
แต่โลกของความรัก ใครอีกหลายคนสมัครใจที่จะเป็นคนโง่
เพื่อวิ่งตามคนที่ตัวเองรักให้ทัน ทั้งที่รู้แก่ใจว่าไม่มีวันนั้น
เพื่อนรักคนหนึ่งของฉัน มีเส้นชัยในหัวใจของเธอเอง 

   
 
คนรักของเธอเป็นนักวิ่งฝีเท้าดี
เพราะตั้งแต่อยู่กันมา
เขาออกวิ่งก่อนเธอเสมอ
ไม่เคยบอกล่วงหน้า
และไม่เคยชะลอความเร็วลงเลย
แต่ความเร็วของเขา ก็ไม่มากไปกว่าความรักที่เธอมี 

  
 
ความรักทำให้เธอวิ่งเร็วขึ้น ใกล้เขามากขึ้น
และไม่ยอมปล่อยให้เขาทิ้งระยะจนคลาดสายตาเธอ
แต่ ... เมื่อเกือบที่จะถึงตัวเขา
เธอก็จะเลือกที่จะวิ่งให้ช้าลงราวกับว่าจะวิ่งเหยาะ ๆ
ตามเขาไปเรื่อย ๆ
 

  
 
เธอแซงหน้าเขาได้ - แต่เธอไม่ทำ
แม้แต่จะวิ่งให้ทันเขาในแนวเดียวกัน
เธอก็ทำได้ - แต่เธอไม่ทำ  
เหตุผลที่ฟังดูเหมือนง่ายของเธอทำเอาใจฉันนิ่งงัน  


 
"ถ้าวิ่งให้ทันเขา หรือแซงหน้าเขาไป
ฉันก็คงมองไม่เห็นเขา ในชีวิตอีก
แต่ถ้าฉันวิ่งตามเขาห่าง ๆ แบบนี้
เท่ากับว่า ฉันยังได้เห็นความเป็นไปของเขา
ยังมีเขาอยู่ในสายตา
ในชีวิต แม้ว่าเขาจะไม่เคยหันหลังกลับมา
แล้ววิ่งให้ช้าลงเลยก็ตาม" 

  
 
"แล้วทำไมไม่เข้าใกล้เขากว่านี้
ทำไมต้องเว้นระยะห่างแบบนี้ด้วย
เธอเป็นคนรักของเขานะ"
 คำถามของฉันทำให้แววตาของเพื่อนรัก
ปรากฏรอยเศร้า แต่ปากยิ้ม  

  
 
 
"ฉันกลัวเขารู้ตัว แล้ววิ่งหนีฉันไปไกลยิ่งกว่านี้
ถึงวันนั้นฉันอาจเหนื่อย
จนหมดแรงที่จะวิ่งตามอีกต่อไปแล้ว ห่างแบบนี้ดีกว่า
ฉันได้เห็นเขา มันอุ่นใจ หรือถ้าวันหนึ่งเขาล้มลง
ฉันจะได้วิ่งเข้าไปช่วยพยุงได้ทัน
และถ้ามันจะทำให้เขา เห็นความจริงใจของฉัน
เขาอาจจะชวนฉัน วิ่งไปพร้อมกันอีกครั้ง- ถ้าเขาหายดีแล้ว"
 

  
 
ความรักทำให้คนมีความหวังอยู่เสมอ  
ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้คนบางคน
ดูโง่งมงายเสียเต็มประดา
 
ถ้าเพื่อนเลือกที่จะวิ่งออกนอกเส้นทาง
แล้วไปตั้งต้นใหม่กับใครสักคน ที่เขาพร้อมจะวิ่งไปกับเพื่อน
ป่านนี้..เพื่อนของฉัน คงเข้าเส้นชัยไปนานแล้ว  
แต่เพื่อนยังคงเต็มใจ ที่จะวิ่งตามเขาไปเรื่อยๆ  
  
   

แม้ว่าบางที - อาจจะไม่มีวันนั้น...
วันที่เพื่อนเข้าเส้นชัยแห่งความรัก  
เพราะบางที…"เส้นชัย" อาจไม่มีความหมาย

ต่อคนบางคนหากว่า เขาเข้าเส้นชัย
แต่ได้ทำหัวใจหล่นหายไประหว่างทาง

 
 
เมื่อความสุขคือ … การโง่ที่จะรักและวิ่งตาม
ในสังคมของความรัก…
ฉันจึงมองเห็นคนที่วิ่งช้า
และปรารถนาจะเป็นผู้ตาม ด้วยความเต็มใจอยู่เสมอ 
 ความรัก ... ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต …
แต่ความรักเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีค่ามากที่สุด